การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
1. ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละคน เมื่อนำความหมายของสองคำดังกล่าวมาผนวกกับคำว่า “ร่างกายของเด็กปฐมวัย” จะได้ความหมายของคำว่า “การประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย” ดังนี้
1.1 เป็นกระบวนการของการวัดและการประเมินการกระทำ หรือการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้น (stimulus) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
1.2 เป็นการศึกษาคุณภาพและปริมาณของความประพฤติ การกระทำหรืออาการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อใช้ในการตัดสินเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี กำหนด คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นแก่เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ทุกคน คุณลักษณะและ สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่จำเป็นต้องให้เกิดกับเด็กบน พื้นฐานพัฒนาการตามวัยและความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
1.1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี
1.2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
2. 1ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย
2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์ มือ - ตา ได้เหมาะสมกับวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี กำหนดคุณลักษณะคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านร่างกายประกอบด้วย
2 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน
การประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุ เพราะ ช่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่างๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวัง และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู ควรสังเกตพัฒนาการเด็ก โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
๒. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
๓. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
๔.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
๕. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 - 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองสามารถ ทำได้และครูผู้ดูแลเด็กใช้กันมาก 2 วิธี คือ
1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มี 2 แบบ คือ การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระบบ
1) การบันทึกพฤติกรรม เหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
2) การบันทึกความคิดเห็น การแปลความ และการสรุปพฤติกรรมของเด็กจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
3) ข้อเสนอแนะในการช่วยเหลือ
1.2 แบบสังเกตพฤติกรรม เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ช่วยให้ครูและผู้ดูแลเด็กเข้าใจพฤติกรรมด้าน การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยได้ดีขึ้น
แบบสังเกตพฤติกรรมมี 2 ลักษณะ คือ
1) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบสำรวจรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้สังเกตได้ข้อมูลว่าเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้หรือไม่
2) แบบสังเกตพฤติกรรมแบบมาตรประมาณค่า (rating scale) เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมที่มีลักษณะคล้ายแบบสำรวจรายการ แตกต่างกันตรงที่แบบมาตรประมาณค่ามีระดับคุณภาพหรือความเข้มข้นของพฤติกรรมที่สังเกต ซึ่งมีตั้งแต่ 3-5 ระดับ
2. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการใช้แบบทดสอบอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนมีความสามารถอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการและความสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละคน
การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์
และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ และสุขนิสัยของเด็กปฐมวัย เป็นการ ประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อบริเวณมือ ข้อมือ นิ้วมือ และปลายนิ้วมือ และการทำงานประสานกันของ กล้ามเนื้อมือและตาที่จะช่วยให้เด็กสามารถหยิบจับสิ่งของต่างๆ รวมตลอดถึงการทำกิจวัตรประจำวันที่มีส่วนช่วยให้ เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-3 ปี
เด็กในช่วงวัยทารกที่อยู่ในระยะแรกเกิด-1 ปี เป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในเรื่องของ ความปลอดภัย เพราะเด็กยังเล็กมากและช่วยตัวเองไม่ได้ นอกจากการอบรมเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของเด็ก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองยังสามารถช่วยสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ให้เด็ก ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้เด็กได้เคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553; พรใจ สารยศ 2548: 36-41; กรมสุขภาพจิต 2556) ดังตัวอย่างต่อไปนี้
อายุแรกเกิด-3 เดือน
1. ให้เด็กนอนหงายบนที่นอนที่ไม่นุ่มมากเกินไป เพื่อเด็กจะได้ยกแขน ยกขาขึ้น-ลง งอ-เหยียด ด้วยตัวเอง
2. ฝึกให้เด็กคอแข็งเพื่อชันคอขึ้น โดยขณะตื่นให้เด็กนอนในท่าคว่ำ เรียกชื่อเด็กเขย่าของเล่นมีเสียงเหนือ ศรีษะเด็กเพื่อให้เงยหน้าขึ้นมอง
อายุ 4-6 เดือน
1. จัดที่นอนที่กว้างโล่ง ปลอดภัยให้เด็กหัดพลิกคว่ำ พลิกหงาย
2. อุ้มเด็กนั่งโดยพ่อแม่ประคองตัวด้านหลังให้เด็กหันหน้าไปข้างหน้ามองสิ่งต่างๆ
3. ประคองตัวเด็กด้วยการจับใต้รักแร้สองข้าง ฝึกเด็กยืนและลงน้ำหนักที่เท้า
อายุ 7-9 เดือน
1. จัดที่โล่งกว้าง ปลอดภัย ให้เด็กคืบคลาน อุ้มน้อยลง ให้คืบและนั่งเล่นเอง
2. ฝึกให้เด็กนั่งมั่นคงด้วยการให้นั่งเล่นเอง
3. ฝึกเด็กเหนี่ยวตัวลุกขึ้นยืน โดยให้เกาะตัวพ่อแม่ หรือขอบเตียงเพื่อเกาะยืน และเกาะเดิน
4. วางของเล่นบนเตียงหรือตั๋ง ชี้ชวนให้เด็กสนใจแล้วกระตุ้นเด็กให้คลานมา
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัย 3-6 ปี
เด็กในช่วงวัยนี้สามารถใช้กล้ามเนื้อใหญ่เคลื่อนไหวร่างกายได้หลากหลายลักษณะอย่างคล่องแคล่ว เช่น การเดิน วิ่ง กระโดด ถีบจักรยาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เด็กวัยนี้ยังคงเรียนรู้จากการกระทำ การลองผิดลองถูกผ่าน กิจกรรมต่างๆ ที่ครูและผู้ดูแลเด็กจัดให้ ซึ่งมีทั้งกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน การให้เด็กทำกิจกรรมต่างๆ ควรเกิดจากความต้องการของเด็ก โดยไม่มีการบังคับฝืนใจ และด้วยวัยที่สามารถทำอะไรหลายอย่างได้ด้วยตนเอง
การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยมีหลายแนวทางที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก รวมถึงผู้เกี่ยวข้องสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนในแต่ละช่วงปี อาทิ การจัดหาของเล่น ที่เหมาะสมให้เด็กฝึกหยิบ จับ ถือ การให้เด็กเล่นเกมที่ต้องใช้มือและนิ้วมือ การหาสื่อและอุปกรณ์ให้เด็กได้ปั้น ขีดเขียน วาดภาพและระบายสี
การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยแรกเกิด-3 ปี
พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยพัฒนาช้ากว่ากล้ามเนื้อใหญ่โดย เฉพาะในระยะแรกเกิด การกำมือซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนอันเนื่องมาจากการทำงานของประสาทอัตโนมัติมากกว่าการ ทำด้วยความตั้งใจ หรือมีจุดมุ่งหมายแต่ประการใด การช่วยให้เด็กฝึกใช้กล้ามเนื้อเล็กต้องทำด้วยความระมัดระวัง สังเกตเฝ้ามอง และเอาใจใส่ใกล้ชิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กฝึกใช้มือกำ หยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ที่มีขนาดเหมาะกับมือของเด็ก
การสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี
เด็กในช่วงวัยนี้ส่วนมากพ่อแม่ผู้ปกครองส่งให้เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กของหมู่บ้าน หรือโรงเรียนแล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของเด็กวัยนี้จึงเป็นทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งอาจมีแนวทางในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เหมือนกัน หรืออาจ แตกต่างกันไปบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดหาอุปกรณ์ สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน หรือให้เด็กฝึกทำกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อฝึกการใช้ข้อมือ มือ และนิ้วมือ
อรุณี หรดาล. (ม.ป.ป.). การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็ก
ปฐมวัย. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
ความหมาย
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมการแสดงออกที่ชี้บ่งถึงความรู้สึกและความต้องการภายในด้วยวิธีการที่หลากหลายทำให้ทราบถึงสภาวะทางอารมณ์ของเด็ก เพื่อตัดสินใจในการเข้าไปช่วยเหลือสร้างเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสม
ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ เป็นการนำข้อมูลจากการประเมินมาสู่การจัดให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม และสนับสนุนพฤติกรรมที่เหมาะสมอยู่แล้วให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ดังนั้นการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจจึงมีความสำคัญที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะทางอารมณ์-จิตใจและเป็นข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม อันจะส่งผลต่อ บุคลิกภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางอารมณ์จิตใจของเด็ก มีลักษณะของการพัฒนาที่เป็นแบบแผนโดยพัฒนาจากการรับรู้ความ รู้สึกของตนเองไปสู่การรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผยไปสู่การรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง และการพัฒนาจิตใจจากการยึดตนเองไปสู่การยึดหลักเกณฑ์และเหตุผล (จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2555; 5-36) จากแบบแผนพัฒนาการดังกล่าว สามารถนำมากำหนดชอบข่ายพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย ที่ผู้อบรมเลียงดูจะนำไปสู่การวางกรอบในการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็ก
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1) การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่างๆ
2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
4)การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน
5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด
เพิ่มเติม*****สำหรับแนวทางการประเมินพัฒนาการในด้านพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจที่ครอบคลุม 3 มาตรฐานข้างต้นนี้นั้น
มาตรฐานที่ 1 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 2 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 3 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
คุณครูปฐมวัยจะต้องสังเกตเห็นความสามารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กแต่ละคน โดยต้องดูว่าเด็ก ๆ นั้นรู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์หรือไม่ เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนการมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองและคนอื่น ๆ รอบข้าง
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความสนใจ ความสามารถและมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มีความรับผิดชอบในการทำงาน มีความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด มีน้ำใจ คอยแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักประหยัดอดออม
https://www.rathakun.com/check-performance-for-childrens/ แนวทางการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย…ที่คุณครูอนุบาลต้องใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560
การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของตนที่ตรงกับสถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจถึงความรู้สึกนั้นๆ จากนั้นจะพัฒนาไปสู่การรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นโดยรับรู้ว่าการกระทำของคนหนึ่งมีผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อื่น ทั้งนี้การับรู้อารมณ์ตนเองจะเกิดขึ้นก่อนการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นตามวัยและประสบการณ์ที่เด็กได้รับ การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองจะทำให้เด็กรู้จักตนเอง รู้จักการแสดงออกเมื่อมีความรู้สึกต่างๆ การควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และนำไปสู่การเป็นผู้มีสุขภาพจิตที่ดี อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความเป็นตัวตนของเด็ก และการสร้างสัมพันธภาพกับ ผู้อื่นและสิ่งต่างๆ รอบตัว การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ตนเองและผู้อื่นมีประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้
1) ลักษณะทางอารมณ์และการรับรู้อารมณ์ตนเอง
2) การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น
3) เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความ รู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น
เลวิส และมีเคลสัน (Lewis and Michaison, 1983 อ้างถึงใน จิตตินันท์ เดชะคุปต์ 2555: 5-39) อธิบายว่าเด็กปฐมวัยมีการรับรู้ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น โดยสามารถรับรู้ความรู้สึกของตนเองทางบวกก่อนทางลบ และ รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามอายุ ดังต่อไปนี้
การรับรู้และแยกแยะอารมณ์ของเด็กจำแนกตามวัย
จะเห็นได้ว่า ความสามารถตามวัยของเด็กที่เริ่มรับรู้อารมณ์พื้นฐานได้ในระยะ 2-3 ปีแรก และพัฒนามาตามลำดับสู่การเข้าใจรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นจนอายุ 6 ปี จะสามารถผสมผสานความรู้สึกของตนร่วมกับความรู้สึกของผู้อื่นได้
การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
เด็กปฐมวัยจะเริ่มพัฒนาความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ เมื่อเด็กสามารถรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น และเข้าใจว่าการแสดงพฤติกรรมของตนและเหตุการณ์ต่างๆ จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น การเลือกแสดงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เด็กเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น อันจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กต่อไป สำหรับการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ในที่นี้เกี่ยวข้องกับประเด็ดดังนี้
1) ลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์
1. การแสดงออกเมื่อรู้สึกโกรธหรือวุ่นวายใจอย่างเหมาะสม
2. การแสดงความสนใจต่อผู้อื่นนอกเหนือจากตัวเอง
3. เจรจาหรือปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างประนีประนอม
4. แสดงออกเมื่อรู้สึกยินดีกับผู้อื่น
5. มีการสื่อสารทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
2) ขอบข่ายการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ที่เหมาะสม
3) เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์
4) ปัญหาการประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย
การรู้จักรับรู้อารมณ์ตนเองและผู้อื่นที่ทำให้เด็กรู้จักความเมตตาคือ เอาใจเขามาใส่ใจเรารู้จักแบ่งปันและร่วม รู้สึกกับผู้อื่น รู้ถึงผลการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเกิดอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี และรู้ว่าการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของตนที่มีผลต่อประสิทธิภาพการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การควบคุมอารมณ์ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติกา และข้อตกลงของสังคมที่เกิดขึ้นเองภายใน จึงเป็นลักษณะของพัฒนาการด้านจิตใจคือ จริยธรรม ซึ่งจริยธรรมนี้หมายถึง การรู้สึก ผิดชอบชั่วดี การเข้าใจถึงการกระทำของผู้อื่นและตัดสินผู้อื่นตามขอบข่ายความถูกผิดของสังคม
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ผู้ใหญ่มีหน้าที่ในการสร้างเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทำให้รู้สึกอบอุ่นใจมีความมั่นคงในใจและต่อโลกโดยรอบ ทำให้รู้สึกดีส่งผลต่อการรับรู้ตนเองและผู้อื่นพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ขณะที่อบรมเลี้ยงดูเด็ก ผู้ใหญ่จะมีการประเมินเด็กอยู่ตลอดเวลาเพื่อทราบถึงสภาพและความก้าวหน้าของเด็กที่เปลี่ยนไปเพื่อนำผลการประเมินมาสู่การตัดสินใจที่จะสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์จิตใจของเด็กให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นในที่นี้ได้กำหนดเป็น 3 ประเด็นคือ
1) หลักการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
2) วิธีการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
3)ปัญหาและแนวการแก้ปัญหาการสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย จะค่อยๆ เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีความสามารถ รับรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เริ่มเข้าใจว่าผู้อื่นมีความรู้สึกต่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าใจว่าผลการกระทำของตนจะส่งผลดีหรือไม่ดีต่อตนเองอย่างไร แบบการแสดงออกทางอารมณ์ของเด็กจึงมีผลอย่างมากต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก พฤติกรรมการแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์จึงเป็นการทำนายหรือเตือนถึงลักษณะหรือปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์ของเด็กในอนาคต
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย เป็นการให้เด็กรู้จักเรื่องความถูก ผิด ตามมาตรฐานของสังคม การปฏิบัติตนตามค่านิยมในเรื่องความดี มารยาท และสิ่งที่ควรปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเพื่อความ สุข สำหรับการสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาทางด้านจิตใจ ที่สุมน อมรวิวัฒน์ (2550: 26-27) ให้แนวคิดว่า การพัฒนาคนเริ่มต้นที่การพัฒนากายและจิตไปพร้อมกัน สำหรับการพัฒนาจิตใจต้องใช้กระบวนการอบรมเลี้ยงดู กระบวนการการศึกษา กระบวนการทางวัฒนธรรมและศาสนาไปพร้อมกันอย่างผสมกลมกลืน
วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
โดยทั่วไปการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะประเมินโดยใช้วิธีการและเครื่องมือที่สัมพันธ์กันดังนี้คือ
1) การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่างๆ
2) การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
3) การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
4)การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็ก โดยรวบรวมไว้ในแฟ้มสะสมงาน
5) การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือวัดที่ตรง กับสิ่งที่จะวัด
(กระทรวงศึกษาธิการ 2548)
1. วิธีการสังเกตพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
1.1 วิธีการที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรม ทั้งนี้การสังเกตควรทำอย่างเป็นระบบโดยมีการกำหนด วัตถุประสงค์ของการสังเกตแต่ละครั้งที่แน่นอน ซึ่งการสังเกตอย่างเป็นระบบนี้ทำได้ 3 วิธี (กรมสุขภาพจิต 2545 อ้าง ถึงใน พัชรี ผลโยธิน 2549: 11-35) คือ
1) การสังเกตพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
2) การสังเกตโดยผู้ประเมินสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกต
3) การสังเกตโครงสร้างสถานการณ์ที่คิดว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตโดยทั่วไป
เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ตนเองและผู้อื่น ผู้ประเมินจะใช้วิธีการและเครื่องมือ เช่น การสังเกตและการบันทึก และนำผลมาสรุปเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็ก หรืออาจจะสังเกตโดยใช้แบบสังเกตรายการดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างแบบสังเกตพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของคนเองและผู้อื่น สำหรับเด็กแรกเกิด-48 เดือน แบบสังเกดพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่นสำหรับเด็กแรกเกิด-48 เดือน
ตัวอย่างแบบสังเกตพฤติกรรม
การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น ของเด็กอายุ 3-6 ปี
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
ความหมายการประเมิน
การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย หมายถึง
การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ บุคคลอื่นและทักษะ การปรับตัวอยู่ในสังคมปรากฏในแต่ละช่วงอายุเพื่อนำผลที่ได้มาพิจารณาในการสร้าง -เสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม
ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม เป็นการจัดประสบการณ์ทางสังคมให้เด็กมีพื้นฐานทักษะ ที่เหมาะสม ที่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้อย่างดี ปรับตัวและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสังคมในวัยต่อมา
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
เป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยประการหนึ่ง คือการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ทั้งนี้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีปัจจัยที่เกิดจากตัวเด็กเองที่จะต้องเป็นผู้ที่-มีที่มีทักษะทางสังคมที่มีการแสดงพฤติกรรมที่ผู้อื่นยอมรับได้ และมีความพึงพอใจที่ได้ติดต่อสัมพันธ์ด้วย และ-รวมไปถึงการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในสภาพของสังคม วัฒนธรรมของตนเอง ร่วมรับรู้และใส่ใจต่อ -สิ่งแวดล้อมรอบตัว และเข้าใจถึงการแสดงพฤติกรรมในฐานะของการเป็นสมาชิกของสังคมโลก ผู้อบรมเลี้ยงดู-เด็กจึงมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านสังคมเพื่อให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางสังคมที่เหมาะสม อันจะก่อตัวในการพัฒนาสังคม นิสัยของเด็กในวัยต่อไป
วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
1. วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็กปฐมวัย การประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัยโดยทั่วไป มีวิธี ประเมินด้วยกัน 5 วิธี คือ
1.1 การสังเกตและการบันทึก ซึ่งมี 2 แบบคือ การสังเกตอย่างมิระบบ เป็นการสังเกตที่มีจุดมุ่งหมาย แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และการสังเกตแบบไม่เป็นทางการ เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวัน และเกิด พฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
1.2 การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็ก และเป็นการประเมินความ สามารถในการแสดงความคิดเห็น
1.3 การสัมภาษณ์ เป็นการประเมินด้วยการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคล โดยผู้ประเมินจะถามคำถาม ที่ต้องการทราบถึงความคิดของเด็ก และบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์
1.4 การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บรวบรวม ไว้ในแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของเด็กโดยจัดเก็บอย่างเป็นระบบด้วยเครื่องมือต่างๆ
1.5 การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นการประเมินความเจริญเติบโตโดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง การวัดเส้นรอบศีรษะ การตรวจสุขภาพปากและฟัน การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ 2548: 86-96)
2. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรมเด็กปฐมวัยด้านสังคม เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพฤติกรรม เด็กปฐมวัยด้านสังคม ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากการสังเกต โดยมีเครื่องมือดังนี้
2.1 แบบบันทึกการสังเกต เป็นการบันทึกข้อมูลจากการสังเกตตามธรรมชาติที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ พฤติกรรมด้านสังคม โดยผู้สังเกตจะบันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่ต้องการ โดยมีแบบบันทึกการสังเกตที่นิยมใช้ดังนี้
1) ระเบียนพฤติการณ์ (anecdotal record) เป็นการบันทึกพฤติกรรมด้านสังคมในเรื่องที่-ต้องการ สังเกตโดยการบันทึกสิ่งที่เด็กแสดงออก บรรยายลักษณะของพฤติกรรมโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเด็ก และสังเกต เฉพาะประเด็นที่ต้องการ
2) แบบบันทึกต่อเนื่อง (running record) เป็นการบันทึกรายละเอียดของพฤติกรรมด้านสังคมที่ต่อเนื่องกันในช่วงเวลาหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดต่าง ๆ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ต้องการ -สังเกต
3) แบบบันทึกเป็นช่วงเวลา (time sample record) เป็นการบันทึกความถี่ของพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตที่กำหนดไว้เป็นช่วงเวลา การบันทึกจะบันทึกเฉพาะพฤติกรรมที่ต้องการโดยไม่บันทึกสิ่งที่ -เกิดขึ้นนอกเหนือ จากพฤติกรรมที่กำหนด
2.2 แบบสังเกตรายการพฤติกรรมด้านสังคม เป็นแบบบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกต โดยมีการ กำหนดรายการพฤติกรรมเรียงลำดับก่อนหลังไว้ตามขอบข่ายพฤติกรรมด้านสังคมเป็นอย่างดี
การประเมินพฤติกรรมด้านสังคมของเด็ก
การประเมินพฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง
เมื่อเด็กปฐมวัยเริ่มเติบโตขึ้น จะมีความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางกายและทางสติปัญญา แสดง ให้เห็นถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กที่พัฒนาขึ้นตามวัย รวมทั้งพัฒนาการด้านสังคม ซึ่งลักษณะของพัฒนาการ ทางสังคมนี้จะแสดงถึงความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะการปรับตัวในสังคมคือ ความสามารถ หน้าที่ตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ ความเป็นตัวของตัวเองและรู้กาลเทศะ สำหรับเด็ก หมายความรวมถึงความสามารถในการช่วยตัวเองในชีวิตประจำวัน (กระทรวงศึกษาธิการ 2548: 137)
การประเมินพฤติกรรมความเป็นมิตร
เด็กที่รู้จักตนเอง ยอมรับ และเข้าใจตนเองทั้งทางอารมณ์-จิตใจ ลักษณะความเป็นอยู่ รับรู้ถึงความสามารถ ของตน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เลี้ยงดู มีความสุขในสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็กรู้สึกพอใจในตนเองและเชื่อมโยง ความรู้สึกดังกล่าวไปยังผู้อื่น ทำให้รู้จักเข้าใจและยอมรับผู้อื่น ตลอดจนการรู้จักที่จะเข้าถึงผู้อื่นในเชิงบวก ทำให้เกิด สัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน
การประเมินพฤติกรรมสังคมทางบวก
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ทางสังคมจากการผูกพันไกล้ชิดกับคนที่เลี้ยงดู และคนในครอบครัว และเมื่อเติบโตขึ้น มีความสามารถทางกายเพิ่มขึ้น เด็กจะมีการช่วยเหลือตนเองและพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทำให้รู้สึกเป็นอิสระและมีความมั่นใจในตนเอง มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง พัฒนาไปสู่การรู้สึกดีและพอใจต่อผู้อื่นและโลกภายนอก เมื่อมีพัฒนาการทางภาษาเพิ่มขึ้น เด็กจะเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับผู้อื่น ทำให้มีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้ภาษาในการสื่อความหมาย และเมื่อมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เด็กจะเรียนรู้วิธีการปรับตัวและการสร้างความสัมพันธ์ทำให้เรียนรู้บทบาทของตนเองในสังคมประกอบกับการเลียนแบบและการอบรมปลูกฝังค่านิยมของครอบครัว จะทำให้เด็กมีคุณลักษณะตามที่สังคมคาดหวัง
เพิ่มเติม*****
การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้
1.การเล่น
การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
2.การพาเด็กไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ
ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก
3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง
ลูกๆหลานๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา
การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข
ที่มา: https://www.brainkiddy.com/b/50
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยจึงหมายถึงกระบวนการศึกษาความสามารถด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก
ความสำคัญ
ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นโดยตรง กับเด็กปฐมวัย ผลการประเมินจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการสนับสนุนให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้เป็นไปตามวัยและตามศักยภาพตลอดจนเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขอบข่ายการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
- ขอบข่ายการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560
- ขอบข่ายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
ขอบข่ายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยในที่นี้ ได้กำหนดขอบข่ายไว้ 3 ประการ คือ ด้านการคิด ด้านภาษาและด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้
1. ขอบข่ายการเสริมสร้างพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
1.1 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการเตรียมความพร้อมของสมอง
วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว และกิจกรรมทัศนศึกษา
1.3 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการเล่น
1.4 การสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดผ่านการใช้คำถาม
2. ขอบข่ายการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
2.1 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมสื่อสารทางภาษา
2.2 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมรักการอ่าน
2.3 การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรมโคร่งสร้างพฤติกรรมทางภาษา
3. ขอบข่ายการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
3.1 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง
3.2 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้สอน
3.3 การสร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยผ่านการทำงานของสมอง
การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
1. การประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
การคิดเป็นศักยภาพของมนุษย์ที่แสดงออกมาเพื่อการสรรค์สร้างในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามแก่มนุษย์และสังคม การคิดเป็นความสำคัญที่ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่นว่าสามารถพัฒนาได้เริ่มแรกตั้งแต่เด็กปฐมวัยเนื่องจากเป็นวัยที่สมองมีความพร้อมสมบูรณ์ พร้อมเรียนรู้ และคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (พรพิไล เลิศวิชาและอัครภูมิ จารุภากร 2550: 97)
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการเก็บข้อมูลที่ต้องมีการตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับสูงการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดมิใช่หมายถึงการทดสอบเนื่องจากถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสมยกเว้นแต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการค้นหาความบกพร่องเพื่อจัดการคัดเลือก และเพื่อจัดทำเอกสารสำหรับทดสอบความ น่าเชื่อถือของโปรแกรม (NAEYC & NAECS/SDE, 2003) วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินอย่างระมัดระวังเพราะเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมการคิดที่ชัดเจนเลือกวิธีการและเครื่องมือการประเมินที่มีประสิทธิภาพ วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการ คิดของเด็กปฐมวัยสามารถปฏิบัติได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ (Bergeson, 2008: 37-38)
1. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน เช่น แบบทดสอบพฤติกรรมการแก้ปัญหา แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษา และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น แบบทดสอบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการในการสร้าง พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพก่อนการนำไปใช้
2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการคิดของเด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวันโดยระบุพฤติกรรมการคิดที่ต้องการสังเกต ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเป็นการสะท้อนพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกและสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการแนะนำการออกแบบหลักสูตร การวางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการคิดได้ตรงตามสภาพจริง
3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็ก
4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ ตลอดรวมถึงผลการสังเกตภาพถ่าย ผลการสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงแล้ว และแหล่งข้อมูล่สำหรับการประเมินอื่นๆ
เครื่องมือการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
1. การประเมินแนวทางของนักวัดกลุ่มจิตมิติ (Phychometrics)
สำหรับการวัดความสามารถในการคิดได้แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1.1 แบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้สำหรับวัดความสามารถในการคิด ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้ 2 ประเภท
1.1.1 แบบทดสอบการคิดทั่วไป เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดให้ครอบคลุมความสามารถ ในการคิด
1.1.2 แบบทดสอบความสามารถในการคิดลักษณะเฉพาะ (Aspect Specific Critical ThinkingTest)
1.2 การสร้างแบบทดสอบการคิดขึ้นใช้เอง
2. การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
การประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถความสนใจ วิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนการประเมินเพื่อพิจารณาความพร้อมทางภาษาของเด็ก มิใช่เป็นการประเมินความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ หรือตัดสินว่าเด็กสอบได้หรือสอบตก วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ต้องทำความเข้าใจว่าพัฒนาการทางภาษาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันเป็นผลจากพันธุกรรมและ สิงแวดล้อมที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
เครื่องมือสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
เครื่องมือสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย,ควรเลือกเครื่องมือที่ง่ายต่อการใช้ เป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น การเลือกเครื่องมือควรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการประเมินเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการสังเกตพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัย มีดังนี้
3. การประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
จินตนาการของมนุษย์ยิ่งใหญ่และกว้างไกลสุดไพศาล เกินความกว้างของฟ้า ไอล์สไตน์ได้กล่าวว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" จินตนาการเป็นความคิดที่มีค่าและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และก่อให้เกิดการพัฒนาบนโลกมากมาย (อารี พันธ์มณี 2546: 99-100)
ขอบข่ายของการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยถือเป็นวัยเริ่มต้นของการสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่สำคัญ เนื่องจากธรรมชาติของเด็กที่มี
ความพร้อมทั้งจินตน่าการและความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงออกทางความสามารถในการแก้ปัญหาและสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจ เด็กที่มีสุขภาพดีทุกคนมักแสดงความสามารทางความคิดสร้างสรรค์ด้วย
วิธีการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
การประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินที่ต้องแสดงให้เห็นว่าผลการประเมินสะท้อนถึงศักยภาพของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กแต่ละคน ว่ามีผลของการพัฒนาเป็นอย่างไร และเด็กควรต้องได้รับการเสริมสร้างอย่างไร วิธีการประเมินที่เหมาะสม
เครื่องมือประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ของเด็กปฐมวัยมีได้ 2 ลักษณะ คือ เครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และเครื่องมือประเมินความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างขึ้น ดังนี้
1. เครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับสำหรับการประเมินความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นปัจจุบันคือ
1.1 แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ (The Torrance Tests of Creative Thinking: TTCT) ประกอบด้วย แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ฉบับภาษา (Thinking Creatively with Words: Verbal Form) และแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ฉบับรูปภาพ (Thinking Creatively with Pictures: Figural Form)
1.2 แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของเจลเลนและเออร์แบน (The Tests for Creative Thinking-
Drawing Production: TCT-DP)
2. เครื่องมือที่สร้างขึ้นเอง โดยการนำขอบข่ายของพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการประเมินมากำหนดเป็นรายการของพฤติกรรม เครื่องมือนี้สามารถใช้ประเมินกระบวนการของพฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย
1.การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเด็กวัยนี้เป็นวัยสำคัญของการพัฒนาสมองด้านการคิด ดังคำอธิบายว่าสมองของเด็กวัยอนุบาลมีการเพิ่มขนาดและจำนวนของแขนงประสาทเดนไดรต์ (dendrites) ในเนื้อสมองที่อยู่ ณ ผิวสมองหรือคอร์เทกซ์ (cortex) และการที่ระบบประสานข้อมูลเริ่มพัฒนาขึ้น กล่าวคือ มีการสร้างไมอิลิน (myelination) ในเนื้อสมองส่วนใต้เปลือกสมอง (subcortex) และโดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่า คอร์ปัสแคลโลซัม (corpus callosun) ทำให้มีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น ดีขึ้น ในระบบ รับความรู้สึก (sensory) กับระบบควบคุมการเคลื่อนไหว (motor) ทำให้สมองพร้อมรับการสำรวจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น